วิธีดูแลตัวเองให้หายจาก “ไข้หวัด”

0 Comments

วิธีดูแลตัวเองให้หายจาก “ไข้หวัด” เชื้อโรคที่ทำให้เป็นไข้หวัด เราจะเรียกสั้นๆว่า เชื้อหวัด เชื้อหวัดเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งแต่มีหลายสายพันธุ์ เมื่อเป็นแล้วจะทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดเฉพาะชนิดใดเพียงชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อติดเชื้อตัวใหม่เข้าไปก็สามารถป่วยซ้ำได้ ดังนั้นคนเราจึงเป็นไข้หวัดได้บ่อย

โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดน้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงมีโอกาสเป็นไข้หวัดได้บ่อยและมักจะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่เพิ่งเข้าโรงเรียนใน 1-2 ปีแรก จะรับเชื้อหวัดจากเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ทำให้เป็นหวัดบ่อยมาก(บางรายอาจเป็น 6-8ครั้ง/ปี ) ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ฆ่าเชื้อกลุ่มนี้อย่างได้ผล การรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาตามอาการยกเว้นเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนอาจมีการรักษาที่จำเพาะมากขึ้น

ไข้หวัดเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น (ระบบทางเดินหายใจส่วนต้น ได้แก่ จมูกและคอ) ติดต่อกันได้ง่ายด้วยการอยู่ใกล้ชิดกันกับคนที่ป่วยเป็นไข้หวัด เราจะได้รับ
เชื้อโรคจากละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอ จามหรือหายใจรดกัน

อาการของไข้หวัด ได้แก่ ตัวร้อน มีไข้ คัดจมูกน้ำมูกไหล แสบตา และไอ ที่เราๆชอบเรียกว่าอาการหวัด นอกจากนี้บางรายอาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่สบายตัว
อ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่อาการมักไม่รุนแรง

การดูแลเมื่อเป็นไข้หวัด การรักษาไข้หวัดไม่มียาที่รักษาโดยเฉพาะที่อย่างได้ผล และส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงการดูแลรักษาจึงประกอบไปด้วย
-การพักผ่อนให้เพียงพอ
-กินอาหารที่มีประโยชน์ (เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค)
-ใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น ไม่ควรเปิดแอร์ให้เย็นเกินไป,ไม่เปิดพัดลมเป่าให้ตรงตัว
-ไม่ควรอาบน้ำเย็น เนื่องจากการอาบน้ำเย็นจะทำให้มีอาการหนาวสั่นมากขึ้น ถึงแม้ตัวจะร้อนก็ควรอาบน้ำ ด้วยน้ำอุ่น
-ควรดื่มน้ำมากๆ (อาจเป็นน้ำเปล่า น้ำส้มคั้น น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ ก็ได้) เพื่อให้เสมหะละลาย เหลวพอ ที่จะช่วยร่างกายให้ไอออกมาทิ้งง่ายๆ ,การดื่มน้ำมากขึ้นจะเป็นตัวช่วย
-ระบายความร้อนอีกทางหนึ่งด้วย และทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย
-ถ้าเบื่ออาหารให้กินน้ำหวาน น้ำผลไม้ น้ำข้าวต้ม ทีละน้อย แต่บ่อยๆเพื่อให้ร่างกายไม่เพลีย
-ถ้ามีไข้ กินยาลดไข้ ครั้งละ 1-2 เม็ด (ในเด็กใช้พาราเซตามอล ชนิดน้ำเชื่อมครั้งละ ครึ่ง-2 ช้อนชาตามน้ำหนักตัว : โดยประมาณ 1 ช้อนชาต่อน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัม

หมายเหตุ : ยาพาราเซตามอลดังกล่าวคควรมีปริมานยา 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา ทางที่ดีควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ ที่มีความรู้ก่อนการใช้ยา ) ถ้ายังมีไข้ให้กินซ้ำได้ทุกๆ
4-6 ชั่วโมงร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้
ถ้ายังมีไข้สูงติดต่อกันมากกว่า 3 วัน ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพราะไข้ที่เป็นมากกว่า 3วันอาจะไม่ใช่ไข้หวัดก็ได้ ที่ต้องระวังมากที่สุดคือโรค
ไข้เลือดออก
เมื่อได้รับการดูแลรักษาอย่างเต็มที่ อาการตัวร้อนควรจะหายเกือบเป็นปกติ ภายใน 3-4 วัน (อย่างมากไม่เกิน 7 วัน) แต่อาจมีน้ำมูกหรือไอต่อไปอีก 1-2 สัปดาห์
ถ้าอาการทั่วๆ ไปเป็นปกติดี กินได้น้ำหนักไม่ลด ก็ไม่ต้องตกใจ ร่างกายจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง ยาปฏิชีวนะ ไม่มีความจำเป็นในการรักษาไข้หวัดแต่อย่างไร เพราะไม่ได้กำจัดเชื้อหวัด (และไวรัสทุกชนิด) แต่อย่างไรก็ตาม ยานี้จะมีประโยชน์ต่อเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไป
แทรกซ้อนภายหลัง

อาการแทรกซ้อนที่ควรสังเกตและต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาเพิ่มได้แก่
-ถ้าไอมาก หายใจผิดปกติเช่น หายใจเร็ว หรือหอบ หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม หรือหายใจมีเสียงดัง ในเด็กเล็กถ้ามีอาการซึม ไม่ดูดนม อาจเป็นโรคปอดบวม โรคหลอดลม
-อักเสบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ
-ถ้ามีอาการเจ็บคอมาก
-ปวดในหู หูอื้อ หรือหูน้ำหนวกไหล
-ผื่นขึ้นตามร่างกาย
-กินยาลดไข้ไม่ได้
-อาการไข้เป็นนานมากกว่า 3 วันขึ้นไปเพราะอาจเป็นโรคไข้เลือดออกได้

การป้องกัน
-พยายามหลีกเลียงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัด
-ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหาร
-รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ
-กินอาหารที่เป็นประโยชน์ เพราะการกินอาหารที่เป็นประโชยน์จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 3-4วันต่อสัปดาห์ แต่ละครั้งนาน 30-45 นาที การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันต่อโรคมากขึ้น